กระดูกคอเสื่อม กดทับเส้นประสาทรักษาได้
กระดูกเสื่อมเกิดขึ้นได้อย่างไรและทำไมถึงกดทับเส้นประสาท |
กระดูกคอเสื่อมเกิดขึ้นได้ จากการที่กระดูกเสื่อมสภาพเมื่ออายุมากขึ้น และเกิดจากการใช้งาน เนื่องจากกระดูกคอต้องแบกน้ำหนัก ศีรษะ และมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ภาวะกระดูกเสื่อมย่อมเกิดขึ้นทุกคน การเสื่อมมากหรือน้อยในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน

การเสื่อมสภาพของกระดูกคอ จะเริ่มตั้งแต่มีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกคอ ต่อมาก็มีการเสื่อมของข้อต่อของกระดูกสันหลัง ข้อต่อฟาเซ็ท (Facet) และข้อต่อ Uncovertebral เมื่อมีการเสื่อมมากขึ้น ข้อต่อก็จะมีการหลวม หรือไม่มั่นคง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดคอเรื้อรัง เป็นๆ หายๆ บางรายไม่มีอาการปวดคอ แต่รู้สึกเมื่อยคอ ต่อมาร่างกายก็มีการปรับสภาพโดยการพยายามสร้างกระดูกขึ้นมา ไม่ว่าบริเวณข้อต่อ หรือส่วนอื่นๆของกระดูกสันหลังที่มีการเคลื่อนไหว กระดูกที่สร้างขึ้นมานี้ เรียกว่า หินปูน หรือ กระดูกงอก ก็จะส่งผลให้ขยับเคลื่อนไหวน้อยลง อาการปวดคอของผู้ป่วยก็จะดีขึ้น บางรายก็ไม่ปวดคอเลย แต่กระดูกงอกหรือหินปูนดังกล่าว หากเกิดบริเวณตำแหน่งใกล้กับเส้นประสาทก็จะทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทได้ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดชาแขนไปตามส่วนที่เส้นประสาทไปเลี้ยง ในผู้ป่วยอายุน้อยการเกิดกดทับเส้นประสาท จากหินปูนจะพบน้อย เนื่องจากกระดูกคอยังเสื่อมไม่มาก แต่ก็เกิดขึ้นได้จากที่ หมอนรองกระดูกคอ ที่เสื่อม เคลื่อนไปกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งสามารถพบได้บ่อยในช่วงอายุ 20-40 ปี

ปัจจัยเสี่ยงอะไรที่ทำให้กระดูกเสื่อมเร็วขึ้น
บุหรี่ เป็นปัจจัยทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกสันหลัง
การใช้งานในอิริยาบถและทำผิดลักษณะ เช่นการที่คอก้มเขียนหนังสือ หรือดูคอมพิวเตอร์นานๆ การนอนหนุนหมอนที่สูงมาก ทำให้คออยู่ในท่างอผิดปกติ ตลอดจนการนอนอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเงยคอทำงานเช่น ช่างซ่อมช่วงล่างรถยนต์ ก็ทำให้คออยู่ในลักษณะแอ่นไปด้านหลังตลอดเวลา หากมีการใช้ผิดลักษณะนาน ๆ จนเป็นนิสัย ก็ทำให้กระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้นได้
การได้รับอุบัติเหตุรถยนต์หรือมอเตอร์ไซด์ กระดูกคอเกิดการกระแทก หรือคอมีการเหวี่ยงอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก หรือเอ็นข้อต่อกระดูกได้
การเล่นกีฬาบางชนิด เช่นฟุตบอล ที่นักกีฬามีการโหม่งลูกฟุตบอล การเล่นอเมริกันฟุตบอล ทำให้เกิดกระแทกบริเวณศีรษะหรือคอบ่อยๆ การเล่นโยคะบางท่า เช่น ท่าศีรษะโหม่งพื้น ใช้ศีรษะรับน้ำหนักตัว
อาการแสดงของกระดูกคอเสื่อม
ไม่มีอาการแสดง อาจจะมีอาการเมื่อยๆคอ เป็นๆหายๆ แต่ก็ไม่ได้สังเกต ไม่ได้รักษา
ปวดคอเรื้อรัง กินยาแก้ปวดก็ดีขึ้น ต่อมากลับมาปวดคออีก บางรายเวลาแหงนคอก็มีอาการปวดร้าวไปบริเวณสะบักหรือหัวไหล่
ปวดคอร้าวไปแขน แสดงว่ากระดูกคอเสื่อมเริ่มมีการกดทับเส้นประสาท อาจจะมีประวัติ เหมือนมีไฟช๊อตร้าวจากคอไปบริเวณข้อศอกหรือนิ้วมือ เสียวแปล๊บๆ ต่อมาอาการเสียวดีขึ้นแต่รู้สึกชาและปวดแขน แขนล้าไม่มีแรง
ไม่มีอาการปวดคอแต่รู้สึกปวดไหล่ ร้าวไปข้อศอก ปวดล้าๆ เมื่อย อาจจะมีอาการชาร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้
มีอาการเดินเซ หรือแขนขา อ่อนแรง โดยไม่ปวดคอ (Cervical myelopathy) ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรงก็ทำให้เดินไม่ได้ หรือควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้

การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
ช่วยให้เห็นหมอนรองกระดูกสันหลัง, เส้นประสาท, ไขสันหลัง ตลอดจนตำแหน่ง และความรุนแรงการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งเอกซเรย์ธรรมดามองไม่เห็น

รักษาอย่างไร
พักผ่อนนอนราบ เพื่อที่กระดูกคอไม่ต้องแบกรับน้ำหนัก
ใช้กระเป๋าน้ำร้อน (Hot pack) ประคบบริเวณคอ 10-15 นาที
ถ้าปวดมากให้ใช้ปลอกคอ (Soft collar or hard collar) ช่วยพยุงคอได้ โดยเฉพาะในช่วงปวดคอเฉียบพลันในสัปดาห์แรก
กินยาแก้ปวด ซึ่งได้แก่ กลุ่มพาราเซ็ตทามอล, ยาคลายกล้ามเนื้อ หรืออาจจะใช้ยาทานวดช่วยได้ สำหรับกลุ่มยาลดการอักเสบ ที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เรียกว่า ยากระดูก อาจจะต้องระวังเนื่องจากจะมีผลระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้
การนวดจับเส้น ไม่แนะนำในระยะปวดเฉียบพลัน เพราะจะทำให้อาการอักเสบมากยิ่งขึ้น
การบริหารคอ กลุ่มปวดคอเรื้อรังควรมีการบริหารคอเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของข้อต่อกระดูกคอ และบริหารกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอให้แข็งแรง โดยให้ลำคออยู่แนวตรง ใช้ฝ่ามือวางบริเวณเหนือหู เกร็งกล้ามเนื้อคอดันสู้ฝ่ามือ โดยไม่ให้คอเคลื่อนไหว หรือเกิดอาการปวด นับ 1-10 แล้ว ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง ประมาณ 3 รอบต่อวัน (รูป 1) และให้วางฝ่ามือบริเวณ หน้าผาก เพื่อเกร็งกล้ามเนื้อ ดันสู้ฝ่ามือ (รูป 2) ทำเหมือนเดิม ฝึกทำบ่อยๆ จะทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงช่วยพยุง

การทำกายภาพในโรงพยาบาล โดยการให้ความร้อนอัลตราซาวด์ หรือดึงคอเป็นการรักษาวิธีหนึ่ง ซึ่งช่วยทำให้อาการดีขึ้นได้
แนวทางป้องกัน
หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง หยุดสูบบุหรี่
ระวังอิริยาบถขณะทำงาน ไม่ก้ม-เงยคอนานเกินไป
ขณะทำงานควรหาเวลาหยุดพัก เพื่อออกกำลังกายกล้ามเนื้อคอ เคลื่อนไหวคอ หรือเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ ชั่วโมง
เก้าอี้นั่งทำงานควรมีพนักพิง หนุนคอได้พอดี
เวลานอน ใช้หมอนหนุนบริเวณก้านคอ ไม่ให้ศีรษะก้ม หรือ เงยมากเกินไป ระดับที่เหมาะสมคือ ศีรษะอยู่ระดับเดียวกับพื้น
ออกกำลังกาย ฝึกกล้ามเนื้อคอให้แข็งแรง
ข้อบ่งชี้
การรักษาทางอนุรักษ์นิยม 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น
ยังคงมีอาการปวดตลอดเวลา ทำให้กระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเสียไป
มีอาการชา หรือแขนอ่อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะได้รับการรักษาอยู่
การผ่าตัดอันตรายไหม
พบว่าการผ่าตัดกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาทสมัยใหม่ มีความปลอดภัยสูงมาก และการผ่าตัดได้ ผลดี มาก 90-95 % ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลไม่เกิน 5 วัน ก็สามารถลุกยืนเดิน ทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ
การผ่าตัดทำอย่างไร
แผลผ่าตัดอยู่บริเวณลำคอด้านหน้า ยาวประมาณ 3-5 ซม. ขึ้นอยู่กับกระดูกคอที่ทำการผ่าตัด ว่ามีหลายข้อหรือไม่ ถ้ามีข้อเดียวแผลก็จะเล็กมาก
ผ่าตัดเข้าไปเอาส่วนหมอนรองกระดูก และหินปูน หรือกระดูกงอกซึ่งกดทับเส้นประสาทออก
เชื่อมกระดูกที่เสื่อมเข้าด้วยกันด้วยการใส่กระดูกที่ตัดมาจาก กระดูกเชิงกรานแถวสะโพกชิ้นเล็กๆ หรือปัจจุบันก็มีกระดูกเทียม (ดังรูป A) มาใช้ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมีอาการปวด จากกระดูกที่ถูกตัดมาใช้ในการเชื่อมกระดูกคอเข้าด้วยกัน (ดังรูป B)
การเชื่อมกระดูกอาจมีการใช้โลหะช่วยดาม ถ้ากรณีมีการเชื่อมกระดูกหลายๆข้อ เพื่อให้เกิดความมั่นคง และทำให้กระดูกที่เชื่อม ติดสูง โดยโลหะที่ใส่เป็นเหล็กไททาเนียม ซึ่งไม่เกิดสนิม หรือผลข้างเคียง สามารถใส่ตลอดชีวิตได้ (ดังรูป C)
ปัญหาการเชื่อมกระดูกคอหลายๆข้ออาจทำให้เกิดการสูญเสียการก้มเงย หรือการหมุนคอได้ลดลง ปัจจุบันจึงมีการใช้ข้อกระดูกสันหลังส่วนคอเทียม (Cervical Disc prosthesis) (ดังรูป D) แทนการเชื่อมกระดูก ก็จะทำให้กระดูกคอกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างเดิม แต่ข้อกระดูกสันหลังส่วนคอเทียมมีราคาแพงมาก

พักฟื้นอย่างไร
ปกติการผ่าตัดกระดูกคอเสื่อมใช้เวลา 3-5 วัน นอนในโรงพยาบาล ก็สามารถกลับบ้านได้ ส่วนใหญ่อาการปวดของคนไข้จะดีขึ้นทันที หลังผ่าตัดสามารถลุกยืนเดิน ทำกิจวัตรประจำวันได้ แต่ผู้ป่วยบางรายอาจจะต้องใช้ปลอกคอเพื่อป้องกันมิให้คอมีอาการ ก้ม เงย มากเกินไปในช่วงแรกหลังการผ่าตัด